NOWBET

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - Chigaru

หน้า: [1] 2 3 ... 147
1
BOJ คาดเงินเฟ้อญี่ปุ่นพุ่งแตะเป้าหมาย 2% แต่ยังไม่มีแผนคุมเข้มนโยบายการเงินตามเฟด

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปิดเผยรายงานสรุปมุมมองเศรษฐกิจ (Summary of Opinions) จากการประชุมประจำเดือนม.ค. โดยระบุว่า กรรมการ BOJ คาดการณ์ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) พื้นฐานซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สำคัญของญี่ปุ่น จะดีดตัวขึ้นสู่เป้าหมายของ BOJ ที่ระดับ 2% และเชื่อว่าแนวโน้มดังกล่าวจะยังคงดำเนินต่อไปหากค่าจ้างยังคงมีการขยายตัว

อย่างไรก็ดี กรรมการบางส่วนของ BOJ มองว่าควรจะดำเนินนโยบายการเงินเชิงรุกต่อไป ซึ่งมุมมองดังกล่าวได้บดบังกระแสคาดการณ์ที่ว่า BOJ อาจจะปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินให้สอดคล้องกับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่วางแผนจะปรับนโยบายการเงินให้กลับสู่ภาวะปกติเพื่อรับมือกับเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจซึ่งเปิดเผยหลังเสร็จสิ้นการประชุมในวันที่ 18 ม.ค.ระบุว่า BOJ ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อประจำปีงบประมาณ 2565 ขึ้นสู่ระดับ 1.1% จากเดิมที่ระดับ 0.9% เนื่องจากราคาพลังงานและวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่เงินเยนอ่อนค่าลง

นอกจากนี้ BOJ ได้ปรับเพิ่มแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีงบประมาณ 2565 ขึ้นสู่ระดับ 3.8% จากเดิมที่ระดับ 2.9% โดยระบุว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจถือเป็น "หลักฐาน" ที่พิสูจน์ว่าผลกระทบที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มลดน้อยลง

ทางด้านนายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการ BOJ แถลงภายหลังการประชุมในวันดังกล่าวว่า เขาไม่คิดว่า BOJ มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินในปัจจุบันหรือหารือเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากเชื่อว่า การพุ่งขึ้นของอัตราเงินเฟ้อเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราวเท่านั้น

"เป็นเรื่องยากที่จะคาดการณ์ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) พื้นฐานซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เกิดจากการใช้จ่ายผู้บริโภค จะพุ่งขึ้นใกล้แตะเป้าหมายของ BOJ ที่ระดับ 2% ขณะนี้เรายังไม่คิดถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หรือการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายซึ่งเราใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยเราไม่มีการอภิปรายกันในเรื่องเหล่านี้" นายคุโรดะกล่าว

"อัตราเงินเฟ้อที่เกิดจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคจะยังคงอยู่ที่ราว 1% ดังนั้น BOJ จึงไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินในขณะนี้ ส่วนในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น ญี่ปุ่นเผชิญแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่สูงมาก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ" นายคุโรดะกล่าว

2
รวมเลขดัง ทุกสำนัก หวยแม่นๆ งวด 1/12/2564
https://xn--22ck2byd0c9d.com/8979

3
MEA ร่วมมือ มิวเซียมสยาม ลงนาม MOU จัดตั้งพิพิธภัณฑ์การไฟฟ้าไทย เป็นพื้นที่การเรียนรู้แห่งใหม่ของประเทศ

นายวีรวัจน์ บัวทอง รองผู้ว่าการ MEA หรือ การไฟฟ้านครหลวง พร้อมด้วย นายราเมศ พรหมเย็น ผู้อำนวยการสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ว่าด้วยการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์การไฟฟ้าไทย ระหว่าง การไฟฟ้านครหลวง และ สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) ผ่านระบบ Video Conference ทั้งนี้ พิพิธภัณฑ์การไฟฟ้าไทย การไฟฟ้านครหลวง เขตวัดเลียบ เป็นสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ด้านไฟฟ้า มีอายุเก่าแก่กว่า 105 ปี ในอดีตเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้าแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งควรค่าแก่การอนุรักษ์เป็นอาคารโบราณที่มีคุณค่าทางสถาปัตยกรรมและเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นมากมาย

โดย รองผู้ว่าการ MEA เปิดเผยว่า MEA มีความยินดีและภูมิใจอย่างยิ่ง ที่จะได้ร่วมมือกับ สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) ซึ่งถือเป็นองค์กรที่มีพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ต้นแบบของแหล่งเรียนรู้อันทันสมัย ที่ช่วยยกระดับมาตรฐานพิพิธภัณฑ์ด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่และกิจกรรมสร้างสรรค์มาใช้ ทำให้การเรียนรู้ประวัติศาสตร์มีความแปลกใหม่ และน่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะกับเยาวชนและนักท่องเที่ยวจากนานาประเทศ โดยความร่วมมือในครั้งนี้ MEA คาดหวังว่าการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์การไฟฟ้าไทยจะได้รับความมือด้วยดีจากสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) ในการให้คำปรึกษา และ แนะนำการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ ยกระดับมาตรฐานกระบวนการเรียนรู้และการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์การไฟฟ้าไทยให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สร้างการมีส่วนร่วมเป็นประโยชน์สร้างคุณค่าแก่ประชาชน ชุมชน สังคม และประเทศชาติต่อไป

ด้าน ผู้อำนวยการสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ กล่าวว่า สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่เห็นความสำคัญในการจัดทำพิพิธภัณฑ์ และไว้วางใจทีมงานมิวเซียมสยามร่วมมือเป็นพันธมิตรในการดำเนินงานภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ อันจะเป็นแนวทางการดำเนินงานให้การจัดตั้งพิพิธภัณฑ์การไฟฟ้าไทย ให้บรรลุผลสำเร็จเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้แห่งใหม่ ที่ทันสมัยเทียบเท่ามาตรฐานสากล และตอบโจทย์อนาคตของการเรียนรู้ของผู้คนในสังคมที่สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ผ่านประสบการณ์ตรง ณ สถานที่จริง และโลกออนไลน์ เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างสรรค์พื้นที่ใหม่แห่งการเรียนรู้สำหรับประเทศไทยต่อไป

4
พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟคกางแผนร่วมทุน3ปีตั้งเป้ารายได้รวม1.3หมื่นล้าน

พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เผยแผนโครงการร่วมทุนใน 3 ปีข้างหน้า ตั้งเป้าปั๊มรายได้รวม 13,000 ล้านบาท เริ่มจากปี 2565 คาดจะมีรายได้จากโครงการร่วมทุน 5,000 ล้านบาทพร้อมเดินหน้าเปิดโครงการใหม่เพิ่ม ต่อยอดความร่วมมือ สร้างการเติบโตในระยะยาว

นายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงภาพรวมธุรกิจของกลุ่มบริษัทในปี 2565 ว่ารายได้โดยรวมคาดว่าจะดีขึ้นกว่าปี 2564 โดยจะสามารถกลับมาฟื้นตัวได้ในระดับใกล้เคียงกับก่อนหน้าที่จะเกิดสถานการณ์โควิด-19 โดยกลยุทธ์สำคัญคือการเพิ่มรายได้จากโครงการร่วมทุนกับพันธมิตรจากต่างประเทศทั้ง 3 ราย ได้แก่  ฮ่องกงแลนด์,  ซูมิโตโม ฟอร์เรสทรี และ เซกิซุย เคมิคอล  ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายในระยะ 3 ปีข้างหน้า หรือปี 2565-2567 จะมีรายได้จากโครงการร่วมทุนรวม 13,000 ล้านบาท เติบโตและทำกำไรเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน  โดยปี 2565 ตั้งเป้าไว้ที่ 5,000 ล้านบาท ส่วนปี 2566 และ 2567 คาดจะมีรายได้อีกปีละ 4,000 ล้านบาท

ในปี 2565 บริษัทตั้งเป้ารายได้จากโครงการร่วมทุนไว้ที่ 5,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีนี้ ซึ่งมีรายได้ 1,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าตัว โดยจะมาจากโครงการร่วมทุนกับ “ฮ่องกงแลนด์” จำนวน 1,400 ล้านบาท  ซึ่งจะมีการเปิดโครงการใหม่ “เลค เลเจ้นด์ บางนา-สุวรรณภูมิ” อย่างเป็นทางการในเดือนมี.ค. โดยเป็นบ้านเดี่ยวระดับราคา ราคา 30-120 ล้านบาท  และมีการขยายโครงการต่อเนื่องของ “เลค เลเจนด์ แจ้งวัฒนะ” ที่เตรียมเปิดคฤหาสน์ติดทะเลสาบเพิ่มเติมในเฟส 2  ราคาเริ่มต้น 60 ล้านบาท  พร้อมกันนี้จะมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมากจากโครงการร่วมทุนกับ “ซูมิโตโม ฟอร์เรสทรี” ประกอบด้วยโครงการคอนโดมิเนียม “ไฮด์ เฮอริเทจ ทองหล่อ” จำนวน 2,500 ล้านบาท ที่กำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ได้ในไตรมาส 2/2565


 ปัจจุบันมียอดขายที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) แล้ว 2,000 ล้านบาท หรือ 40% ของรายได้จากการร่วมทุนทั้งหมด และยังมีโครงการ “เลค ฟอร์เรสต์” บ้านเดี่ยวระดับราคา 3.5-7 ล้านบาท คาดจะทำรายได้ให้อีก 500 ล้านบาท รวมเป็นจำนวน 3,000 ล้านบาท  นอกจากนี้บริษัทยังมีการร่วมทุนกับ “เซกิซุย เคมิคอล” ซึ่งเป็นบ้านนวัตกรรมที่ใช้เทคโนโลยีจากประเทศญี่ปุ่น ระดับราคา 20-60 ล้านบาท ในโครงการเพอร์เฟค มาสเตอร์พีซ ทั้ง 5 ทำเล ซึ่งจะมีรายได้เข้ามาอีก 600 ล้านบาท
  
สำหรับกลยุทธ์ในการเติบโตของโครงการร่วมทุนนั้น บริษัทอาศัยความร่วมมือกับพันธมิตรมาช่วยเสริมความแข็งแกร่ง ทั้งโนว์ฮาวในการพัฒนาโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการในระดับพรีเมี่ยม ซึ่งที่ผ่านมาสามารถสร้างสินค้าประเภทบ้านเดี่ยวระดับบนที่มีความโดดเด่น และสร้างความแตกต่างในตลาดที่อยู่อาศัย ซึ่งความร่วมมือกับพันธมิตรจากต่างประเทศทั้ง 3 ราย ยังเป็นการต่อยอดศักยภาพและสร้างการเติบโตของธุรกิจในระยะยาวได้อย่างชัดเจน

5

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ เผย 8 เทรนด์อสังหาริมทรัพย์ที่น่าจับตามองหลังเกิดโควิด-19 ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปและเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตมากขึ้น

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในรอบปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงมากมาย ท่ามกลางปัจจัยแวดล้อมที่มีบทบาทกับการเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิต ทัศนคติต่อการอยู่อาศัยให้เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ยาวนาน ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัล สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์การดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป

ผู้บริโภคใช้ชีวิตภายใต้บริบททางสังคมที่หลากหลายได้ดียิ่งขึ้น สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนในแวดวงอสังหาฯ ขณะที่ผู้ประกอบการอสังหาฯ ได้ปรับตัวพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยให้ความสำคัญกับการอยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในปัจจุบันมากขึ้น ชูจุดเด่นในเรื่องการสร้างสรรค์ประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ดีกว่า เพื่อดึงดูดกำลังซื้อจากผู้ที่กำลังมองหาบ้าน

1.การผสมผสานไลฟ์สไตล์ดิจิทัล (Digital Lifestyle Integration) ปัจจุบันเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามามีบทบาทในการยกระดับและรองรับการใช้ชีวิตยุคใหม่ให้สะดวกสบาย เห็นได้จากการที่หลายโครงการได้นำแนวคิดบ้านอัจฉริยะ (Smart Home) มาใช้มากยิ่งขึ้น

จนแทบจะกลายเป็นฟังก์ชั่นการใช้งานพื้นฐานที่ที่อยู่อาศัยยุคใหม่ต้องมี การที่บ้าน/คอนโดฯ ใช้เทคโนโลยี Internet of Things (IoT) ในการควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในบ้านนั้น นอกจากจะช่วยให้ผู้อยู่อาศัยสะดวกสบายยิ่งขึ้นแล้ว ยังเพิ่มความอุ่นใจในความปลอดภัยมากขึ้น ทั้งในเรื่องการเฝ้าระวัง การตรวจสอบ การเปิดหรือปิดการใช้งานระบบไฟฟ้าได้ง่าย ๆ ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน

 2.การอยู่อาศัยแบบยั่งยืนตอบโจทย์คนหาบ้าน (Sustainable & Green Living) เมื่อผู้บริโภคให้ความสำคัญกับเทรนด์ความยั่งยืน ภาคธุรกิจรวมถึงตลาดอสังหาฯ จึงต้องปรับตัวเพื่อตอบโจทย์นี้ โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดฯ ที่ผ่านมาที่ผู้บริโภคต้องอยู่กับบ้านมากขึ้น จึงมองหาบ้านที่มาพร้อมฟังก์ชั่นประหยัดพลังงานและรักษ์โลก

ข้อมูลจากผลสำรวจ DDproperty’s Thailand Consumer Sentiment Study รอบล่าสุด เผยว่า คนไทยกว่า 9 ใน 10 (93%) ให้ความสำคัญกับการอยู่อาศัยแบบยั่งยืน โดยมากกว่าครึ่ง (62%) ต้องการบ้าน/คอนโดฯ ที่มีระบบหลังคาโซล่าเซลล์ (Solar Rooftop) เพื่อสร้างพลังงานทางเลือกทดแทนการใช้ไฟฟ้า ตามมาด้วยบ้านที่มีระบบระบายความร้อน (58%) และฟังก์ชั่นดูดซับมลพิษภายในบ้าน (48%) นอกจากนี้หลายโครงการยังได้เพิ่มจุดบริการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่ส่วนกลาง รองรับเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังมาแรง 
 

3.บ้านเพื่อผู้สูงอายุ ตอบโจทย์ทุกช่วงวัย ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society) แล้วในปีนี้ โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป ถึง 20% ของประชากรทั้งหมด หลายโครงการที่อยู่อาศัยมีการออกแบบและนำเสนอนวัตกรรมการสร้างบ้านสำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ เพื่อช่วยให้ใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกและราบรื่นยิ่งขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มราวจับในพื้นที่ต่างระดับ การเลือกประตูที่มีขนาดใหญ่ขึ้นสำหรับรถเข็น และสร้างทางลาดให้รถเข็นเข้า-ออกในตัวบ้านได้ง่ายขึ้น ซึ่งรายละเอียดการออกแบบต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะบ้านที่มีผู้สูงอายุเท่านั้น

หากแต่เป็นหลักการออกแบบที่คำนึงถึงความปลอดภัยและรองรับการใช้ชีวิตของทุกช่วงวัยได้เป็นอย่างดี ถือเป็นพื้นฐานการออกแบบที่อยู่อาศัยที่ทุกบ้านต้องมี นอกจากนี้ ยังมีโครงการอสังหาฯ หลายแห่งที่ร่วมมือกับโรงพยาบาลหรือศูนย์บริการสุขภาพในการเพิ่มบริการดูแลสุขภาพไว้รองรับ ถือเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ
 

4.ที่อยู่อาศัย Pet Friendly สำหรับคนรักสัตว์ เทรนด์สัตว์เลี้ยงถือเป็นอีกไลฟ์สไตล์ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภค แต่ก็กลายเป็นอีกข้อจำกัดเมื่อต้องเลือกซื้อ/เช่าที่อยู่อาศัยเช่นกัน ในอดีตโครงการคอนโดฯ ส่วนใหญ่มักไม่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ได้ เนื่องจากอาจก่อให้เกิดเสียงดังรบกวนเพื่อนร่วมคอนโดฯ หรือมีปัญหาเรื่องความสะอาด ที่อาจก่อให้เกิดข้อพิพาทตามมาในภายหลังได้

อย่างไรก็ตาม กลุ่มคนรักสัตว์มีจำนวนไม่น้อยและถือเป็นอีกกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อในตลาด ทำให้ผู้พัฒนาอสังหาฯ มองเห็นโอกาสและหันมาเจาะกลุ่มคนรักสัตว์โดยเปิดตัวโครงการคอนโดฯ ที่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ได้ (Pet Friendly) พร้อมทั้งมีพื้นที่ส่วนกลางที่ให้เจ้าของและสัตว์เลี้ยงได้ทำกิจกรรมร่วมกันอีกด้วย 

5.เทรนด์เช่ามาแรง ลดภาระค่าครองชีพ การชะลอตัวของเศรษฐกิจและการแพร่ระบาดฯ ที่ยังมีความผันผวนอยู่ ทำให้ผู้บริโภคชาวไทยชะลอการซื้อที่อยู่อาศัยออกไปก่อน และวางแผนการเงินอย่างรัดกุม เลือกเก็บเงินสดไว้กับตัว ส่งผลให้เทรนด์การเช่าที่อยู่อาศัยกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง

เมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อาทิ ค่าบำรุงรักษา รวมไปถึงค่าภาษีและดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายเมื่อตัดสินใจซื้อบ้าน/คอนโดฯ ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบางและไม่มีมาตรการช่วยเหลือที่ครอบคลุมเพียงพอ การเช่าที่อยู่อาศัยจะช่วยให้กลุ่มคนรุ่นใหม่สามารถเลือกเช่าที่อยู่อาศัยใกล้ที่ทำงานได้ในราคาที่เอื้อมถึง

โดยไม่มีภาระผูกมัดระยะยาว และยืดหยุ่นกว่าเมื่อคิดจะเปลี่ยนงานใหม่ นอกจากนี้การเปิดประเทศและนโยบายจากภาครัฐจะสนับสนุนให้ Digital Nomad หรือผู้ประกอบอาชีพด้านดิจิทัลชาวต่างชาติเลือกเข้ามาทำงานและพักอาศัยในไทยมากขึ้น ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนให้ตลาดเช่าที่อยู่อาศัยเติบโตเช่นกัน  

6.สร้างบรรยากาศแบบ Holiday at Home การใช้เวลาอยู่ที่บ้านมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา จึงทำให้เกิดแนวคิดการออกแบบที่อยู่อาศัยที่ให้ความรู้สึกของการพักผ่อนที่เหมือนได้ท่องเที่ยวพักผ่อนในต่างจังหวัดแม้จะอยู่ที่บ้าน รวมทั้งการตกแต่ง

การจัดสวนให้มีมุมพักผ่อนที่ได้ใกล้ชิดธรรมชาติ สมาชิกในครอบครัวสามารถเลือกนั่งทำงานหรือเรียนออนไลน์ในบรรยากาศที่แตกต่างออกไป ลดความจำเจเมื่อต้องทำงานที่บ้านเป็นระยะเวลานาน และยังสามารถใช้พื้นที่ในสวนเพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่บ้านร่วมกันได้อีกด้วย ตอบโจทย์การออกแบบที่อยู่อาศัยให้ยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ตามไลฟ์สไตล์ของคนในครอบครัว

7.สกุลเงินดิจิทัลกับโอกาสเป็นเจ้าของอสังหาฯ กระแสของสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) ในไทยน่าจับตามองและมีบทบาทมากขึ้นในหลายอุตสาหกรรม ไม่เพียงแต่ด้านฟินเทค (Fintech) เท่านั้นแต่รวมไปถึงในธุรกิจค้าปลีก ความบันเทิง และอสังหาฯ

โดยในกลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่ที่กล้ารับความเสี่ยง มองว่าสกุลเงินดิจิทัลเป็นอีกทางเลือกในการลงทุนที่ได้รับผลตอบแทนคุ้มค่าไม่ต่างจากการลงทุนในรูปแบบอื่น ๆ นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มโอกาสในการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยให้ได้ง่ายขึ้น

เนื่องจากการซื้อที่อยู่อาศัยเป็นทรัพย์สินที่มีราคาสูงและระยะเวลาผ่อนชำระยาวนาน ผู้ยื่นกู้จำเป็นต้องมีประวัติการเงินที่ดีและมีศักยภาพในการผ่อนชำระจึงจะได้รับการอนุมัติจากธนาคาร ถือเป็นอุปสรรคในการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยของคนรุ่นใหม่หรือวัยเริ่มทำงาน

ในขณะที่ผลตอบแทนจากการลงทุนสกุลเงินดิจิทัลที่ได้ในระยะเวลาไม่นาน ช่วยลดข้อจำกัดเหล่านี้และเปิดโอกาสให้นักลงทุนรุ่นใหม่เป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถนำอสังหาฯ นี้ไปลงทุนขายต่อหรือปล่อยเช่าได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ต้องจับตามองต่อไปว่านอกจากการประกาศใช้สกุลเงินดิจิทัลในการซื้ออสังหาฯ หรือจ่ายค่าส่วนกลางและค่าบริการอื่น ๆ ในบางโครงการแล้ว ในอนาคตเทรนด์สกุลเงินดิจิทัลจะสามารถกลายเป็นอีกช่องทางหลักของการซื้อขายในตลาดอสังหาฯ ได้หรือไม่
 
8.Metaverse ยกระดับประสบการณ์ที่อยู่อาศัยบนโลกเสมือน เทรนด์มาแรงที่สั่นสะเทือนทุกธุรกิจส่งท้ายปี ได้แก่ Metaverse นวัตกรรมที่สร้างสรรค์และผสมผสานสภาพแวดล้อมของโลกจริงเข้ากับโลกเสมือนจริง ให้กลายเป็นชุมชนโลกเสมือนจริงผ่านการใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่รองรับการเข้าถึงโลกเสมือนอย่าง Augmented Reality (AR) และ Virtual Reality (VR) ถือเป็นแนวคิดที่จะเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงตลาดอสังหาฯ ไปไม่น้อย

นอกจากผู้บริโภคจะสามารถซื้อโครงการที่อยู่อาศัยในชีวิตจริงแล้ว ยังสามารถเป็นเจ้าของโครงการในโลกเสมือนได้ผ่านการเชื่อมโยงของ Metaverse อีกด้วย

นอกจากนี้ยังนำไปใช้เพื่อยกระดับการเยี่ยมชมที่อยู่อาศัยก่อนตัดสินใจซื้อแบบ Virtual Tour ในอนาคตให้ได้รับประสบการณ์ที่สมจริงยิ่งขึ้นเหมือนเดินชมที่สำนักงานขายด้วยตนเอง พร้อมทั้งสร้างโอกาสทางธุรกิจในการเปิดพื้นที่ใน Metaverse ให้สามารถซื้อขายที่ดินเพื่อพัฒนาห้างสรรพสินค้าและโครงการอสังหาฯ ต่าง ๆ เพื่อเติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตแบบไร้รอยต่อระหว่างโลกจริงและโลกเสมือนให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

6
น้ำมันว่านเศรษฐีเรียกลาภ  ขวดละ 299 บาท


หุงจากว่านด้านเมตตา โชคลาภ 4 ชนิด ว่านรวยไม่เลิก ว่านเศรษฐีเรือนนอก ว่านเศรษฐีเรือนใน ว่านรางเงิน

พร้อมใส่ตะกรุดหัวใจพระสีวลีให้ทุกขวด ส่งเสริม เรื่องเมตตา โชคลาภ ค้าขาย

ว่านเศรษฐีเรือนใน

เป็นว่านที่มีคุณทางเมตตามหานิยม มีโชคลาภและวาสนาทรัพย์สินเงินทองมากมาย

ว่านเศรษฐีเรือนนอก 

เป็นว่านให้ผลในทางคุ้มครองป้องกันภัย มีโชคลาภและฐานะเจริญรุ่งเรือง

ว่านรวยไม่เลิก

เป็นว่านให้ผล ในเรื่องความร่ำรวยตลอดไปเหมือนชื่อต้น มีโชคลาภ

ว่านรางเงิน 

เป็นว่านะดีเด่นในเรื่องของเมตตามหานิยม และโชคลาภ 

คาถาบูชา

ตั้ง นะโม 3 จบ

สีวะลี จะ มหาเถโร เทวะตานะระปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหัง วันทามิ ตัง สะทา

สีวะลี จะ มหาเถโร ยักขาเทวาภิปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหัง วันทามิ ตัง สะทา

สีวะลี เถระคุณัง เอตัง โสตถิ ลาภัง ภะวันตุ เมฯ

(ท่องคาถาแล้วอธิษฐาน)

ใช้เจิมตามซอกคอ ตามตัว ทาที่คิ้ว เจิมที่หน้าผาก พกติดตัว

ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สั่งซื้อบูชา ทักแชทได้เลยหรือติดต่อได้ที่

โทร. 0846623662

id line : teerapat999

ลาซาด้า

https://www.lazada.co.th/products/-i792070635-s1584866736.html?search=store?spm=a2o4m.10453683.0.0.10b96d16q6OJEJ&search=store


7
บอนด์ยีลด์สหรัฐร่วง นักลงทุนแห่ซื้อพันธบัตร ท่ามกลางความตึงเครียดในยูเครน

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวลงในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนเข้าซื้อพันธบัตรในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความตึงเครียดเกี่ยวกับสถานการณ์ในยูเครน

ณ เวลา 00.59 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ร่วงลงสู่ระดับ 1.724% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ปรับตัวลงสู่ระดับ 2.059%

ราคาพันธบัตร และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกัน

สหรัฐและอังกฤษได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ทูตรวมทั้งครอบครัวเร่งอพยพออกจากยูเครน ขณะที่องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ประกาศเสริมกำลังทหารทั้งทางบก ทะเล และทางอากาศตามพรมแดนฝั่งตะวันออก เนื่องจากมีความเป็นไปได้มากขึ้นที่รัสเซียอาจทำการโจมตียูเครนในไม่ช้า

ทางด้านรัสเซียตรึงกำลังทหารเกือบ 100,000 นายประชิดชายแดนยูเครน ขณะที่การเจรจาระหว่างรัสเซียและชาติตะวันตกยังคงไม่มีความคืบหน้า

ตลาดจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 25-26 ม.ค. หลังจากที่เจ้าหน้าที่เฟดหลายรายต่างแสดงความเห็นสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนมี.ค.เพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งรวมถึงนางลาเอล เบรนาร์ด หนึ่งในคณะผู้ว่าการเฟด, นายชาร์ลส์ อีแวนส์ ประธานเฟด สาขาชิคาโก, นายแพทริก ฮาร์เกอร์ ประธานเฟด สาขาฟิลาเดลเฟีย และนางแมรี ดาลี ประธานเฟด สาขาซานฟรานซิสโก

FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักมากถึง 100% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมนโยบายการเงินในเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นเดือนที่เฟดยุติโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) พร้อมกับคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 4 ครั้งในปีนี้

ทางด้านโกลด์แมน แซคส์คาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่า 4 ครั้งในปีนี้ และจะเริ่มปรับลดขนาดงบดุลในเดือนก.ค.หรือเร็วกว่านั้น จากปัจจุบันที่พุ่งสูงกว่า 8 ล้านล้านดอลลาร์

9

สื่อดังในเมืองผู้ดี รายงานเหล่าพ่อค้าแข้งในลีกสูงสุดเมืองผู้ดี โดยเฉพาะแถบฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือ ปรึกษาหารือกันว่าจะจ้างอดีตทหารหน่วยรบพิเศษ เพื่อมาช่วยคุ้มครองดูแลครอบครัวของพวกเขาในช่วงที่ต้องเดินทางไปเล่นเกมเยือนกับสโมสร 
    บรรดานักเตะในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เตรียมลงทุนจ้างอดีตทหารหน่วยรบพิเศษ (เอสเอเอส) ของประเทศอังกฤษ เพื่อมาคอยปกป้องดูแลครอบครัวของพวกเขา ในช่วงระหว่างที่เดินทางไปทำหน้าที่กับต้นสังกัด

    เมื่อเร็วๆ นี้ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ เซนเตอร์แบ็กแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพิ่งจะได้รับข่าวร้ายเมื่อครอบครัวของเขาโดนโจรปล้นบ้านในขณะที่เจ้าตัวร่วมทัพ 
"ปีศาจแดง" บุกชนะ เบรนท์ฟอร์ด เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ก่อน โดยในเวลานั้นมีภรรยาและลูกๆ ของเขาต้องหลบซ่อนตัวอยู่ภายในบ้าน

    ขณะที่ก่อนหน้านี้ ชูเอา กานเซโล่ แนวรับ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็เคยประสบเหตุโดนหัวขโมย 4 คนทำร้ายร่างกายต่อหน้าต่อตาครอบครัวของเขาก่อนจะฉกเพชรพลอยหนีไป

    "เดลี่ เมล" สื่อดังในอังกฤษ รายงานว่า จากเหตุการณ์ที่รุนแรงเหล่านี้ทำให้พ่อค้าแข้งในลีกสูงสุดเมืองผู้ดีโดยเฉพาะแถบฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือ ได้ทำการตั้งกลุ่มสนทนาเพื่อหารือ และแบ่งปันข้อมูลที่มีประโยชน์เพื่อหาทางป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อแก๊งอาชญกร 

    สำหรับวิธีที่ทุกๆ คนลงความเห็นว่าน่าจะดีที่สุดก็คือการเตรียมจะจ้างอดีตทหารหน่วยรบพิเศษ เพื่อมาปกป้องดูแลครอบครัว และทรัพย์สินของพวกเขา
เป็นการส่วนตัวในช่วงที่ต้องรับใช้สโมสร

     ทั้งนี้มีหลายสโมสรเริ่มกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของบรรดานักเตะของพวกเขาโดยตัดสินใจหยุดแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับผู้เล่นในการร่วมเดินทางไปเล่นเกมเยือนกับสื่อ เพื่อความปลอดภัยของครอบครัวพ่อค้าแข้ง

 

12

"เอสซีจี" อัพเดท 5 เทรนด์ที่อยู่อาศัย ก่อสร้างปี65 หลังเผชิญสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มาเกือบ 2 ปีเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรรมลูกค้ายุคนิวนอร์มอล
นายนิธิ ภัทรโชค กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี กล่าวว่า โควิด-19 และโลกร้อนกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมการอยู่อาศัย และการก่อสร้างวิถีใหม่ โดยผู้คนต้องการที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย มีสุขอนามัย เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพที่ดี สะดวกสบาย และตอบการใช้งานที่หลากหลาย ขณะเดียวกันก็คำนึงถึงการประหยัดพลังงาน ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนเพิ่มขึ้นด้วย ทำให้ทุกคนเริ่มปรับตัว และพัฒนาวิถีชีวิตให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงสู่ยุค Now Normal

ซึ่งบ้านถือเป็น Safe Space ในการใช้ชีวิต และทำทุกกิจกรรมต่างๆ ทั้งทำงาน เรียน พักผ่อน และอีกมากมาย โดยเอสซีจี เชื่อว่านวัตกรรม หรือเทคโนโลยีดิจิทัลจะเป็นตัวช่วยสำคัญในการขับเคลื่อนการอยู่อาศัย และการก่อสร้างสู่อนาคตใหม่ที่ดีกว่า จึงนำปัจจัยเหล่านี้ มาอัพเดตเป็นเทรนด์บ้าน ที่อยู่อาศัย และการก่อสร้าง ที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยในปัจจุบัน และในอนาคต เพื่อเป็นไอเดียให้ทุกคนก้าวสู่การอยู่อาศัยที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

5 เทรนด์ที่อยู่อาศัย และการก่อสร้างมาแรง!! 

Smart Living and Building นำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบบ้าน หรือใช้สั่งเปิด-ปิด และควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ภายในบ้าน และอาคาร เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย ปลอดภัย และประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น เช่น ระบบสั่งการด้วยเสียง หรือเซนเซอร์ แอปพลิเคชัน ดิจิทัลแพลตฟอร์ม

รวมไปถึงเครื่องใช้ภายในบ้านระบบอัตโนมัติต่างๆ ซึ่งเอสซีจี เล็งเห็นแนวโน้มเหล่านี้จึงได้พัฒนานวัตกรรมสินค้า และโซลูชันสำหรับการอยู่อาศัยมากมาย เช่น ระบบหลังคาโซลาร์เซลล์ สุขภัณฑ์และก๊อกน้ำอัตโนมัติ ระบบควบคุมเครื่องปรับอากาศอัจฉริยะ ระบบตรวจจับและส่งข้อมูลไร้สายประสิทธิภาพสูง ระบบปรับอากาศและระบายอากาศ เป็นต้น นอกจากนี้ยังพัฒนา Smart Living Application ระบบที่เชื่อมต่อการทำงานของนวัตกรรมต่างๆ

 

Health & Well-Being ในยุคนี้ เรื่องสุขอนามัยเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงเป็นอย่างมาก เพราะไม่ว่าจะโควิด-19 ฝุ่น PM 2.5 เชื้อไวรัส หรือแบคทีเรีย ต่างก็สร้างความกังวลให้เราทุกคน ดังนั้นคงจะดีไม่น้อย ถ้าเราปรับบ้าน และอาคารให้พร้อมรับมือกับความกังวลเหล่านี้ เพื่อดูแลสุขอนามัยของผู้อยู่อาศัยในระยะยาว พร้อมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับทุกคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ และเด็กเล็กที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ

 

 

Sustainable Living ความยั่งยืนเป็นอีกหนึ่งเมกะเทรนด์ที่คนทั่วโลกให้ความสำคัญ หลายคนหันมาใส่ใจและเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่มอบความยั่งยืน ทั้งด้านเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ประหยัดทรัพยากร ประหยัดพลังงาน และปลอดภัยต่อผู้อาศัย ซึ่งแนวทางการเลือกสรรก็ไม่ยากอย่างที่คิด

ทุกคนสามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรองฉลาก SCG Green Choice หรือฉลากรับรองสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยที่ดี ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่ ปูนซีเมนต์ หลังคาหลากหลายรุ่น ฝ้าและผนังสมาร์ทบอร์ด ทั้งกระเบื้องหลังคาเซรามิค คอนกรีต ไฟเบอร์ซีเมนต์ ไปจนถึงหลังคาโซลาร์ ระบบภายในอาคาร กระเบื้องเซรามิก วัสดุซับเสียง สุขภัณฑ์และก๊อกน้ำ รวมถึงวัสดุจัดสวนและพื้นที่รอบบ้าน และอีกมากมาย เรียกได้ว่าสามารถสร้างบ้าน หรือตึกที่รักษ์โลกได้ทั้งหลังกันเลยทีเดียว

 

Home Transformation ทุกวันนี้บ้านได้กลายเป็น "Multi-functional Space" ที่เป็นทั้งบ้าน ออฟฟิศ โรงเรียน ฟิตเนส ที่พักผ่อน ฯลฯ หลายคนจึงหันมาปรับและต่อเติมพื้นที่ใช้สอยให้เหมาะกับการใช้งานของสมาชิกแต่ละคน

โดยเน้นให้มีความยืดหยุ่น และใช้งานได้อย่างเอนกประสงค์มากที่สุด เช่น แบ่งสัดส่วนห้องทำงาน/ห้องเรียนในห้องนอน หรือห้องนั่งเล่น จัดสรรพื้นที่ในห้องครัวเป็นโซนนั่งชิล โต๊ะทำงาน และทานอาหาร ตกแต่งสวนหน้าบ้านให้เป็นสนามเด็กเล่น พื้นที่ออกกำลังกาย มุมพักผ่อน และโรงจอดรถ เป็นต้น

ซึ่งวัสดุก่อสร้าง และโซลูชันที่นำมาใช้ปรับพื้นที่ เช่น แบ่งสัดส่วนพื้นที่ด้วยระบบผนังเบากันเสียง สำเร็จรูป ที่ติดตั้งได้รวดเร็ว ไม่กระทบการอยู่อาศัย และช่วยลดเศษวัสดุจากการก่อสร้าง และผนังสมาร์ทบอร์ด เพิ่มฟังก์ชันกันเสียงและซับเสียงด้วยวัสดุอะคูสติก  ด้วยผลิตภัณฑ์ตกแต่งสวน พร้อมติดตั้งหลังคาโรงรถและกันสาด เป็นต้น

 

Construction Transformation การออกแบบและก่อสร้างอาคารแห่งอนาคต กำลังถูกทรานฟอร์มด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรมการก่อสร้างมากมาย ซึ่งจะเข้ามาช่วยลดเวลา ลดเศษวัสดุในไซต์งานก่อสร้าง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงมีความแม่นยำสูง และครบวงจร

โดยเทคโนโลยีที่มีการนำมาใช้อย่างแพร่หลาย ได้แก่ นวัตกรรม 3D Cement Printing ใช้สร้างสรรค์ได้ทั้งงานก่อสร้าง และงานตกแต่งที่มีความซับซ้อน สามารถครีเอทลายปรินท์ได้อย่างหลากหลาย ขึ้นรูปชิ้นงานได้ตามรูปแบบที่ต้องการ เทคโนโลยี Building Information Modeling (BIM) ที่ช่วยสร้างความแม่นยำในการออกแบบ บริหารจัดการและควบคุมคุณภาพงานก่อสร้างตั้งแต่ก่อนโครงการขณะก่อสร้างและหลังจบโครงการ และ Drone นวัตกรรมประเมินพื้นที่ก่อนออกแบบผังโครงการ ช่วยลดความผิดพลาดในการก่อสร้าง เพิ่มความปลอดภัยในไซต์งาน เป็นต้น

13
ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทยประจำสัปดาห์: มีมูลค่าการซื้อขายรวม 355,232 ลบ.

สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) สรุปภาวะตลาดตราสารหนี้ประจำสัปดาห์ (17 - 21 มกราคม 2565) ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ มีมูลค่ารวม 355,232 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 71,046 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 1% ทั้งนี้เมื่อแยกตามประเภท ของตราสารแล้ว จะพบว่ากว่า 50% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 179,008 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (state Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 100,358 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 22,248 ล้านบาท หรือคิดเป็น 28% และ 6% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ

สำหรับพันธบัตรรัฐบาล ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรกคือรุ่น LB276A (อายุ 5.4 ปี) LB31DA (อายุ 9.9 ปี) และ ESGLB35DA (อายุ 13.9 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขาย ในแต่ละรุ่นเท่ากับ 31,335 ล้านบาท 18,818 ล้านบาท และ 7,194 ล้านบาท ตามลำดับ

ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชน ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ หุ้นกู้ของธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) รุ่น LHBANK231A (Non-Rated) มูลค่าการซื้อขาย 1,487 ล้านบาท หุ้นกู้ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) รุ่น BAY224A (AAA(tha)) มูลค่าการซื้อขาย 1,427 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) รุ่น LHFG231A (Non-Rated) มูลค่าการซื้อขาย 988 ล้านบาท

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 3-9 bps. ในตราสารระยะยาว ในทิศทางเดียวกับ US- Treasury หลังจากเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) หลายรายออกมาสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนมี.ค. เพื่อสกัดการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อ ขณะที่ธนาคารกลางจีน เมื่อวันที่ 17 ม.ค. ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.10% สู่ระดับ 2.85% และได้อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบการเงินจำนวน 2 แสนล้านหยวน (3.15 หมื่นล้านดอลลาร์) หลังจากที่สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในไตรมาส 4/2564 ของจีนขยายตัวเพียง 4% เนื่องจากเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ด้านผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เมื่อวันที่ 17-18 ม.ค. มีมติคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายพิเศษ ซึ่งรวมถึงการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ -0.1% และคงเป้าหมายอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีไว้ที่ประมาณ 0% เพื่อช่วยเหลือ บริษัทเอกชนและภาคครัวเรือน

สัปดาห์ที่ผ่านมา (17 - 21 มกราคม 2565) มีกระแสเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ไทยรวมสุทธิ 21,991 ล้านบาท โดยเป็นการซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น (ST) (อายุคงเหลือไม่เกิน 1 ปี) 20,774 ล้านบาท และซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว (LT) (อายุมากกว่า 1 ปี) 9,293 ล้านบาท และมีตราสารหนี้ที่ถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติหมดอายุ 8,075 ล้านบาท

หมายเหตุ: อันดับเครดิต หมายถึง อันดับเครดิตของหุ้นกู้เฉพาะรุ่น หรือ อันดับเครดิตของผู้ออกหุ้นกู้

*ดัชนีหุ้นกู้เอกชน (Corp Bond Gross Price Index) เปลี่ยนเป็น ดัชนีหุ้นกู้เอกชน(MTM Corp Bond Gross Price Index) ตั้งแต่ม.ค. 2565

ความเคลื่อนไหวในตลาดตราสารหนี้ไทย                                    สัปดาห์นี้           สัปดาห์ก่อนหน้า     เปลี่ยนแปลง         สะสมตั้งแต่ต้นปี
                                                      (17 - 21 ม.ค. 65)     (10 - 14 ม.ค. 65)           (%)    (1 - 21 ม.ค. 65)
มูลค่าการซื้อขาย แบบปกติ - Outright Trading (ล้านบาท)              355,231.81            350,075.31         1.47%        1,000,707.94
มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน (ล้านบาท)                                 71,046.36             70,015.06         1.47%           71,479.14
ดัชนีพันธบัตรรัฐบาล (Gov Bond Gross Price index)                      107.24                   108        -0.70%
ดัชนีหุ้นกู้เอกชน* (MTM Corp Bond Gross Price Index)                   107.92                108.05        -0.12%

เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Gov Bond Yield Curve) --%
ช่วงอายุของตราสารหนี้                    1 เดือน     6 เดือน     1 ปี     3 ปี     5 ปี     10 ปี     15 ปี     30 ปี
สัปดาห์นี้ (21 ม.ค. 65)                    0.45       0.49    0.51    0.92    1.46     2.17      2.7     3.05
สัปดาห์ก่อนหน้า (14 ม.ค. 65)               0.45       0.49    0.51    0.86    1.43      2.1     2.61        3
เปลี่ยนแปลง (basis point)                   0          0       0       6       3        7        9        5

14
แอล.พี.เอ็น.วิสดอมชี้อสังหาฯปี65โต20%โครงการใหม่พุ่งราคาเพิ่ม

แอล.พี.เอ็น. วิสดอม คาดอสังหาฯปี65 เปิดตัวโครงการใหม่กรุงเทพฯ-ปริมณฑลขยับ9หมื่นยูนิตคิดเป็นมูลค่า3.1แสนล้านบาทเพิ่มขึ้น15-20% เทียบกับปี64 เผยราคาปรับขึ้น5-10% ขึ้นระบุหวั่นปัจจัยลบ“หนี้ครัวเรือน -โอมิครอน”สะเทือนตลาด
  นายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด บริษัทวิจัยในเครือแอล.พี.เอ็น. กล่าวว่า แนวโน้มตลาดอสังหาฯในปี 2565จะเติบโตปร15-20% ตามการคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเติบโตประมาณ 3.5-4% ของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์)

ซึ่งเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลมีมาตรการเปิดประเทศ ให้มีการเดินทางท่องเที่ยวได้เพิ่มขึ้น รวมถึงมาตรการผ่อนคลายหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Loan-to-Value: LTV) เป็นการชั่วคราว โดยกำหนดให้เพดานอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV ratio) เป็น100% สำหรับที่อยู่อาศัยทุกประเภท ซึ่งมีผลจนถึงวันที่ 31 ธ.ค.2565 

จากแนวโน้มดังกล่าวทีมวิจัยของ “LPN Wisdom” คาดการณ์ว่า ในปี 2565 จะมีการเปิดตัวโครงการใหม่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ประมาณ 78,000-90,000 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 305,000-318,000 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 15-20% เมื่อเทียบกับปี 2564 เนื่องจากผู้ประกอบการเริ่มมีความมั่นใจ ทำให้ทยอยเปิดตัวโครงการที่ถูกเลื่อนการเปิดตัวในปี 2564 มาเปิดตัวในปี 2565 รวมถึงแผนเปิดตัวโครงการใหม่ที่เพิ่มขึ้นในปี 2565
 

“แนวราบ” ยังมาแรง

สำหรับบ้านพักอาศัยประเภท บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ยังคงเป็นกลุ่มสินค้าที่จะมีการเปิดตัวมากในปี 2565 โดยจะเพิ่มขึ้นประมาณ 40-50% เมื่อเทียบกับปี 2564 เพื่อตอบรับกับความต้องการบ้านพักอาศัยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากลักษณะการทำงาน work from home ที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้อยู่อาศัย โดยประเมินว่าหน่วยเปิดตัวบ้านพักอาศัยจะอยู่ที่ ประมาณ 46,800-54,000 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า183,000-190,800 ล้านบาท 

ขณะที่แนวโน้มการเปิดตัวคอนโดมิเนียมในปี 2565 มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น 10-15%จากปี 2564 เช่นกัน เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการอสังหาฯ ชะลอแผนการเปิดตัวคอนโดมิเนียม และเร่งขายคอนโดมิเนียมที่คงค้างอยู่ออกมาเป็นจำนวนมาก ทำให้มีจำนวนหน่วยเหลือขายคอนโดในตลาดลดลง โดยไตรมาส 3 ปี 2564 ยูนิตเหลือขายคอนโดในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีจำนวน 83,914 ยูนิตลดลง 7.6% จากสิ้นปี 2563 ที่มียูนิตเหลือขายในตลาดอยู่ที่ 90,841 ยูนิต

แอล.พี.เอ็น.วิสดอมชี้อสังหาฯปี65โต20%โครงการใหม่พุ่งราคาเพิ่ม
 

 นายประพันธ์ศักดิ์ กล่าวว่า ด้านกำลังซื้อและความต้องการที่อยู่อาศัยในตลาดในปี 2565 ที่อยู่อาศัยทั้งแนวราบและคอนโดระดับราคา 3-5 ล้านบาท ยังเป็นที่ต้องการของตลาด โดยเฉพาะในทำเลที่อยู่ใกล้กับแนวรถไฟฟ้าทั้งสายใหม่และสายเก่า โดยทำเลที่ได้รับการตอบรับที่จากตลาดได้แก่ ทำเลที่ติดกับส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียว สีแดง และสายสีเหลือง เช่น ย่านรังสิต-นวนคร, ศรีนครินทร์-สุวรรณภูมิ, อ่อนนุช-บางนา, ดอนเมือง-พหลโยธิน เป็นต้น

“ขณะที่ระดับราคาที่อยู่อาศัยในปี 2565 มีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นตามระดับราคาที่ดินที่ขยับเพิ่มขึ้นตามการพัฒนาของระบบขนส่งในระบบรางที่เชื่อมต่อพื้นที่ระหว่างกรุงเทพฯ ชั้นในกับกรุงเทพฯ ชั้นนอก รวมไปถึงราคาวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น  คาดว่าราคาที่อยู่อาศัยจะมีการปรับตัวขึ้นมาประมาณ 5-10% ขึ้นอยู่กับทำเล  อย่างไรก็ตามผู้ซื้อยังคงสามารถต่อรองได้ขึ้นอยู่กับสภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการในแต่ละทำเล” นายประพันธ์ศักดิ์ กล่าว 


อย่างไรก็ตามในปี 2565 ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะ"หนี้ครัวเรือน"ที่สูงซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและความมั่นใจของผู้ซื้อที่อยู่อาศัย ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงิน และแนวโน้มการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์“โอมิครอน” หากเกิดการแพร่ระบาดอย่างรุนแรงอีกรอบ อาจส่งผลประทบต่อตลาดอสังหาฯ ในปี 2565 
 

ตลาดที่อยู่อาศัยปี 2564 หดตัว 20%

 นายประพันธ์ศักดิ์ กล่าวต่อว่า  จากการคาดการณ์การเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในปี 2564 อยู่ที่ 53,000-55,000 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า265,000-300,000 ล้านบาท เป็นส่วนของแนวราบทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ บ้านแฝด33,000-35,000 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 166,000-188,000 ล้านบาท" ลดลง"จากปี 2563 ประมาณ 10%-20%  

ส่วนของการเปิดตัวโครงการคอนโดคาดว่าจะมียูนิตเปิดตัวใหม่ในปี 2564 ประมาณ 20,000-22,000 ยูนิตคิดเป็นมูลค่า 99,000-112,000 ล้านบาท ลดลงจากปี 2564   16%-23%  โดยตัวเลขการเปิดตัวโครงการใหม่ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ในเดือน ม.ค.-พ.ย. 2564 มีจำนวน 52,171 ยูนิตลดลง 23% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปี 2563 เป็นการเปิดตัวโครงการคอนโด20,295 ยูนิต มีอัตราการขายเฉลี่ยอยู่ที่ 23% และการเปิดตัวโครงการแนวราบ 31,876 ยูนิต อัตราการขายเฉลี่ยอยู่ที่ 13% 

โดยในเดือนพ.ย.2564 มีการเปิดตัวโครงการใหม่สูงสุดของปี 2564 โดยมีการเปิดตัวโครงการใหม่ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล 11,648 ยูนิต มูลค่า 52,185 ล้านบาท   (คิดเป็นสัดส่วน 22.32% ของจำนวนหน่วยเปิดตัวทั้งหมดในเดือนม.ค.-พ.ย. 2564) 

ด้านความต้องการที่อยู่อาศัยในปี 2564 ที่อยู่อาศัยในแนวราบยังเป็นกลุ่มที่ทำยอดขายสูง โดยเฉพาะ ทาวน์เฮาส์ ในระดับราคาขายต่อยูนิต2-5 ล้านบาท และบ้านเดี่ยว ราคาขายมากกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป โดยมียอดขายเปิดตัวเฉลี่ยอยู่ที่ 14% และ 22% ตามลำดับ ขณะที่คอนโดเปิดขายใหม่ระดับราคาขายต่ำกว่า 3 ล้านบาทต่อยูนิตได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาดโดยมียอดขายเปิดตัวเฉลี่ยอยู่ที่ 27%

“ปี 2564 เป็นปีที่ภาคอสังหาฯ ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว มาตรการผ่อนคลายต่างๆ จากภาครัฐ เป็นปัจจัยที่จะหนุนอสังหาฯ ในปี 2565 ให้สามารถเติบโตได้ หลังจากที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563-2564 ถึงแม้ภาคอสังหาฯ จะยังไม่ฟื้นกลับไปเท่ากับช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่เชื่อว่า ปี 2565 จะเป็นปีแห่งความหวังและโอกาสสำหรับผู้ประกอบการอสังหาฯ และผู้ซื้ออสังหาฯ ที่จะได้สินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม” นายประพันธ์ศักดิ์ กล่าว

15
ภาวะตลาดเงินบาท: เปิด 32.95/98 แนวโน้ม sideway ในกรอบ 32.90-33.05 นลท.รอผลประชุมเฟด

นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อยู่ที่ระดับ 32.95/98 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจาก เย็นวานที่ปิดตลาดที่ระดับ 33.00 บาท/ดอลลาร์

วันนี้คาดว่าเงินบาทจะ sideway เนื่องจากตลาดยังรอผลการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน ของธนาคาร กลางสหรัฐ (FOMC) เพื่อรอดูการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ขณะที่ปัจจัยในประเทศยังไม่มีอะไรใหม่

"วันนี้บาทน่าจะ sideway ตลาดรอฟังผลประชุมเฟดเรื่องดอกเบี้ย" นักบริหารเงิน ระบุ
นักบริหารเงิน คาดว่า เงินบาทวันนี้จะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.90 - 33.05 บาท/ดอลลาร์

THAI BAHT FIX 3M (24 ม.ค.) อยู่ที่ระดับ 0.35444% ส่วน THAI BAHT FIX 6M อยู่ที่ระดับ 0.34042%

ปัจจัยสำคัญ
เงินเยนอยู่ที่ระดับ 113.80 เยน/ดอลลาร์ จากเย็นวานที่ระดับ 113.57 เยน/ดอลลาร์
เงินยูโรอยู่ที่ระดับ 1.1317 ดอลลาร์/ยูโร จากเย็นวานที่ระดับ 1.1324 ดอลลาร์/ยูโร
อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารของ ธปท.อยู่ที่ระดับ 33.028 บาท/ดอลลาร์
"คลัง" เดินหน้ารีดภาษีขายหุ้น-ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หลังโควิดคลี่คลาย เศรษฐกิจเริ่มฟื้น เสียงแข็งไม่ลดภาษีน้ำมัน
วอนขอเป็นทางเลือกสุดท้ายคุมราคาพลังงาน แจงรัฐบาลยังมีความจำเป็นต้องใช้เงิน
ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) จะออกเกณฑ์กำกับดูแลการใช้สินทรัพย์ดิจิทัล (คริปโตเคอเรนซี) ในบางประเภท เช่น
สเตเบิ้ลคอยน์ที่เป็นประเภทมีมูลค่าไม่ผันผวนมากนัก ซึ่งแนวทางการใช้คริปโตชำระเงิน ยืนยันไม่ได้ปิดกั้นและไม่ได้เปิดทีเดียวแต่จะอยู่
กลางๆ อาจมีเกณฑ์มาดูแล หลังจากที่ผ่านมาได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาแล้ว และบางกฎหมายกฎเกณฑ์ไม่ได้อยู่ที่ ธปท.เพียงแห่ง
เดียว ถ้ามีข้อสรุปจะออกมาเปิดเผยต่อไป
ธปท. สมาคมธนาคารไทย และสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ ได้เปิดบริการ "dStatement" หรือ digital bank
statement เป็นการให้บริการรับส่งข้อมูลรายการเคลื่อนไหวบัญชีเงินฝาก (bank statement) ในรูปแบบดิจิทัลโดยตรงระหว่างสถาบัน
การเงิน เพื่อให้ประชาชนที่ต้องการข้อมูล bank statement เป็นหลักฐานประกอบการสมัครขอใช้บริการทางการเงิน โดยผ่านช่องทาง
mobile banking application หรือช่องทางอื่นตามที่สถาบันการเงินแต่ละแห่งกำหนด
หอการค้าไทยชี้ปี 65 ราคาอาหารทั่วโลก และไทยจ่อปรับฐานครั้งยิ่งใหญ่ หลังต้นทุนผลิตพุ่งขึ้นยกแผง แต่ผู้ผลิตไทยยังไม่
ขึ้นราคาขาย เพราะร่วมมือพาณิชย์ตรึงราคาไว้ ถ้าไม่ไหวคงต้องขอขึ้นแต่ไม่มากเหตุกำลังซื้อคนไทยยังไม่มี เสนอรัฐช่วยลดต้นทุน พร้อม
คาดปี 65 ส่งออกอาหารทะลุ 1.2 ล้านล้านบาท
รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่าส.อ.ท.ได้
ประมาณการการผลิตรถยนต์ในปี 2565 อยู่ที่ 1,800,000 คัน มากกว่าปี 2564 ซึ่งมีจำนวน 1,685,705 คัน เพิ่มขึ้น 6.78% โดยแบ่ง
เป็นการผลิตเพื่อการส่งออกประมาณ 1,000,000 คัน เท่ากับ 55.56% ของยอดการผลิตทั้งหมด และผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ
ประมาณ 800,000 คัน เท่ากับ 44.45% ของยอดการผลิตทั้งหมด
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันจันทร์ (24 ม.ค.)
เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดในยูเครน นอกจากนี้
ดอลลาร์ยังได้แรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วและแรงกว่าที่คาดไว้เพื่อสกัดเงินเฟ้อ
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันจันทร์ (24 ม.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการที่นักลงทุนเข้าซื้อทองในฐานะสินทรัพย์
ปลอดภัย ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดในยูเครน
ตลาดจับตาการประชุมนโยบายการเงินของเฟดในวันที่ 25-26 ม.ค. หลังจากที่เจ้าหน้าที่เฟดหลายรายต่างแสดงความ
เห็นสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนมี.ค.เพื่อสกัดเงินเฟ้อ
นักลงทุนจับตาสถานการณ์ตึงเครียดในยูเครนอย่างใกล้ชิด หลังมีรายงานว่าสหรัฐและอังกฤษได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ทูตรวมทั้ง
ครอบครัวเร่งอพยพออกจากยูเครน ขณะที่องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ประกาศเสริมกำลังทหารทั้งทางบก ทะเล

และทางอากาศตามพรมแดนฝั่งตะวันออก เนื่องจากมีความเป็นไปได้มากขึ้นที่รัสเซียอาจทำการโจมตียูเครนในไม่ช้า

หน้า: [1] 2 3 ... 147
ศูนย์รวมเว็บบอร์ด SMF ฟรี

| ตลาดออนไลน์ | ขายของ | สินค้าใหม่ | สินค้ามือ 2 | สถานบริการ | ซื้อ-ขาย เกี่ยวกับกีฬา | ซื้อ-ขาย คอมพิวเตอร์ | เครื่องจักรหนัก เบา | นวัตรกรรมสิ่งประดิษฐ์แนวใหม่ และภูมิปัญญาท้องถิ่น | มือถือ อุปกรณ์สื่อสาร | เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้า | ซื้อ-ขาย เกมส์ ของเล่น | ธุรกิจท่องเที่ยว ทัวร์ ที่พัก | ธุรกิจบันเทิง เพลง ดนตรี | กิจกรรมนันทนาการ งานอดิเรก ผ่อนคลาย | แฟชั่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ | ผลิตภัณฑ์เสริมสวย สุขภาพ | อาหาร และยา ปัจจัย 4 | ผลิตภัณฑ์สำหรับแม่ และเด็ก | เกี่ยวกับการศึกษา | งานภาครัฐ และเอกชน, หางานทุกประเภท ทุกตำแหน่ง | ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ | เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน ธุรกิจตกแต่งบ้าน ดูแลรักษาบ้าน | ธุรกิจยานพาหนะ | รับจ้างทั่วไป | ตลาดฟอเร็กซ์ | ตลาดหุ้น | รับจ้างโพสต์บอร์ด แชร์ ไลค์ เฟสบุ๊ค | แชร์ ไลค์ ติดตาม ยูทูป | โปรโมทเว็บไซต์ ประชาสัมพันธ์สินค้า SEO |

สนับสนุน โดย

| M88 | 188BET | HappyLuke | FUN88 | WIN365 | 1XBET | WINS88 | W88 | NOWBET | Vwin | Dafabet | DEWABET | 12BET | LiveCasinoHouse |
|

ผู้ให้บริการเซิร์ฟเวอร์ โดย

| | |